วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ฝังรูปฝังรอย หุ่นรูปรอย

ฝังรูปฝังรอย


            ฝังรูปฝังรอย มาจากคำสองคำคือ ฝังรูป และ ฝังรอย โดยคำว่าฝังรูป หมายถึง การทำให้นิ่งหยุดอยู่กับที่เหมือนกับคำว่าฝังศพ โดยใช้ "รูป" ตามความหมายนี้คือรูปร่างลักษณะ รูปจะแปลว่า หุ่นหรือรูปปั้น ซึ่งจะกระทำเป็นรูปปั้นลักษณะใดก็ได้ ชายคู่กับหญิง หญิงคู่กับหญิง ชายคู่กับชาย หรือหญิงคู่กับม้า ส่วนคำว่า ฝังรอย มาจากคำว่า ร่องรอย กำหนดคำสั่งเป็นร่องรอยกำกับไว้ว่า ให้ทั้งสองฝ่ายรักกันและอยู่ร่วมกันตลอดกาลนาน ตามความต้องการของผู้กระทำ  ดั้งนั้นคำว่าฝังรูปฝังรอย จึงให้ความหมายว่า การทำให้คนสองคนรักกันโดยสร้างร่องรอยไว้กับหุ่นรูปปั้น
            แต่เดิมนั้น คำว่าฝังรูปฝังรอย มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ฝังรูปฝังหุ่น ซึ่งเป็นคำๆเดียวกันว่าฝังลงในรูป ฝังลงในหุ่น และเรียกตามลักษณะการฝังคือ เอารูปปั้นรูปหุ่นไปฝังไว้ใต้ดินในป่าช้า ฉะนั้นหากพบใครกล่าวว่า ฝังหุ่น ก็ให้เข้าใจว่าเป็นฝังรูปฝังรอยนี้เช่นกันถึงจะเรียกต่างกันออกไปแต่มันก็คืออันเดียวกัน ซึ่งมีจุดประสงค์ มัดหุ่นให้หลง หลงอย่างหัวปักหัวปรำ

อุปกรณ์
1. สีผึ่ง 

            สีผึ่ง หรือขี้ผึ่ง ไขเทียน ขี้ผึ้งที่ใช้นี้ขี้ผึ้งแข็งใช้ปิดหน้าศพมาก่อน บางศพก็ปิดเฉพาะแต่ที่ตากับปาก คือทำขี้ผึ้งเป็นแผ่นแบนๆ ดังรูปแว่นตาสำหรับปิดตาทั้ง ๒ ข้างแผ่นหนึ่ง กับอีกแผ่นหนึ่งสำหรับปิดที่ปากศพ บางแห่งก็ปิดเต็มหน้า คือทำขี้ผึ้งเป็นแผ่นแบนโตเท่ากับใบหน้าปิดไว้ดังหน้ากาก ที่ทำดังนี้บางแห่งก็มีปิดทองคำเปลวด้วย ผู้ที่มีทรัพย์บางแห่งไม่ใช้ขี้ผึ้ง เขาใช้ทองคำแผ่เป็นแผ่นทำเป็นหน้ากากปิดหน้าศพ การที่ใช้ขี้ผึ้งหรือทองคำปิดหน้าศพนี้ ได้ความว่าปิดเพื่อป้องกันความอุจาดเพราะบางศพลืมตาค้างปิดไม่ลงบ้าง บางศพอ้าปากบ้าง ตามความเชื่อศพที่มักจะมีขี้ผึ่งปิดไว้เสมอคือผีตายโหง ตายฟ้าผ่า ถูกยิงตาย รถคว่ำรถชนตาย การเสียชีวิตลักษณะนี้ สภาพของศพจะไม่น่าดู ตามชนบทที่ห่างไกล ไม่มีหมอที่จะแต่งหน้าศพก่อนบรรจุหีบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุจาดตา  เขาก็จะนำขี้ผึ้งมาโป๊ะหรือมาพอกหน้าศพเอาไว้ เขาจึงเรียกว่า ขี้ผึ้งปิดหน้าผี เมื่อสัปเหร่อจะทำการเผาเขาจึงจะทำการแกะออกมา เราก็ไปเก็บมาใช้ได้ขลังนัก

2. ดิน

            ดินที่ใช้ในงานนี้จะมาจากดินในที่ต่างๆเอามาผสมกัน อย่างแรกคือดินรอยเท้า เป็นดินใต้รอยเท้าที่เด็กน้อยไร้เดียงสาเหยียบเวลาร้องไห้หาแม่ และดินใต้รอยเท้าของบุคคลเป้าหมาย บางครั้งอาจะใช้ดินที่ติดมาใต้รองเท้าของบุคคลเป้าหมายก็ได้ แล้วอาจจะมีดินเจ็ดป่าช้า ดินเจ็ดบ่อน ดินจอมปลวก ดินเจ็ดตลาด ดินเจ็ดท่า นำมาใช้ผสมเพื่อเพิ่มความขลัง

3. ใบรัก

            ใบรักนี้คือใบของต้นดอกรักซ้อน ย้ำว่าดอกรักซ้อน ห้ามใช้ดอกรักลาเป็นอันขาด เพราะใบดอกรักลาจะใช้ในการผ่าจ้านให้เลิกรักกันมากกว่านำมาทำฝังรูปฝังรอย ดอกรักซ้อนจะมีกลีบหลายๆกลีบออกซ้อนๆกัน ส่วนดอกรักลาจะมีกลีบดอกชั้นเดียว ในที่นี้ให้ใช้ใบรักซ้อนเท่านั้น

4. ด้ายสายสิญจน์

            ด้ายสายสิญจน์นี้ไม่ใช่ด้ายมงคลที่ใช้ในงานมงคลแต่อย่างใด ไม่ได้มาจากงานสืบชะตาบ้านชะตาเมือง หรือพิธีพุทธาภิเษก เทวาภิเษก แต่มาจากงานศพ อวมงคลคือสายสิญจน์ที่ใช้ลากจูงศพ ที่พระใช้ลากศพเข้าป่าช้าอันนั้นแหละเวลาจะเผาสัปเหร่อจะลากออกมาทิ้งหรือเผาไปด้วย ให้เราไปเก็บมาใช้ได้ ขลังนักแล  

5. สิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวบุคคลเป้าหมาย

            ของที่นิยมกันนัก เช่น เส้นผม เศษเล็บ เศษหนัง ผ้าเช็ดหน้า ด้ายจากเสื้อ เป็นต้น บางครั้งถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะเป็นลิปสติก รูปภาพ หวีผม ของบุคคลเป้าหมายและของอีกคนหนึ่งที่อยากให้บุคคลเป้าหมายรัก เพราะต้องใช้หุ่นสองหุ่นจึงต้องใช้ของคนสองคน

6. เครื่องครู จะมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่อาจารย์ของสำนักต่างๆ เช่นผ้าขาวผ้าแดง ดอกไม้ เทียนคู่หรือแปดคู่ ค่าครูกี่สลึงกี่บาท เครื่องคาวเครื่องหวาน เหล้ายาปลาปิ้ง เป็นต้น
 
การประกอบพิธี
            หาวันกระทำพิธีนิยมเป็นวันเดือนดับ วันโลกาวินาศ หรือวันคู่มิตรและวันดวงตก ช่วงที่บุคคลเป้าหมายกำลังดวงตกอยู่จะช่วยให้ง่ายขึ้นเยอะ ผู้กระทำพิธีให้มักจะถามหาวันเดือนปีเกิดของบุคคลเป้าหมายเพื่อการณ์นี้และเขียนลงในใบรัก  หากดวงเฮงไม่ตก เล่นกบคนบุญนักศักดิ์ใหญ่เป็นเจ้าคนนายคนก็ให้หาลัคนาฤกษ์ตกเรือนมรณะหรือเรือนวินาศของผู้ถูกระทำ ให้พระเกตุไปไกลๆก่อน เมื่อพระเกตุไม่รักษาตอนนั้นแหละจัดพิธีได้
            กระทำในป่าช้า หรือทางสามแพร่งสี่แพร่ง ในที่อันวิเวกลับตาคนจะดี นำเอาดินต่างๆมาผสมกับขี้ผึ่งปั้นรูปหุ่น
2 ตน จะเป็นชาย-หญิง หญิง-หญิง หรือชาย-ชายก็ตามความต้องการ แล้วฝังเศษสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวบุคคลเป้าหมาย ลงในหุ่นตัวหนึ่งและของอีกคนหนึ่งที่อยากให้บุคคลเป้าหมายรักลงในหุ่นอีกตัว แล้วประกบหุ่นทั้งสองให้เสมือนหนึ่งว่านอนกอดกันอยู่ เสกเป่าคาถาว่า “นะลุ่ม โมหลง พุทงง ธางวย ยะละลายมหาละลาย จงผูกจิตของอ้าย......และอี...... ให้มันจงรักจงหลงกันด้วย นะโมพุทายะ ยะธาพุทโมนะ นะมะพะทะ นะเมตตาจิตตังอาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ จิปิเสคิ”

            นำใบรักซ้อนที่เด็ดเตรียมไว้ ให้ลงยันต์ใบรักซ้อนโดยเขียนชื่อพร้อมวันเดือนปีเกิดของผู้หญิงหรือผู้ชาย บุคคลเป้าหมายไว้ตรงกลางแล้วงตัว ยะ ทับ ด้านหลังของใบก็ให้เขียนชื่อของอีกคนหนึ่งที่อยากให้รักกัน เสกเป่าคาถาว่า “มะอะอุ สิวังพรหมา จิตตัง (อี....... หรือ อ้าย............) มาอิตถีมานิมา” จากนั้นห่อรูปปั้นที่กอดกันด้วยใบรักซ้อนที่ลงยันต์ ชื่อ วันเดือนปีเกิดแล้ว เสกเป่าคาถาใบรักซ้อน
3 ที ดังนี้
โอม อิทถี (อี....... หรือ อ้าย............)
มึงจะต้องรักกู มึงจะร้อนใจ ทนอยู่มิได้
นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ
นะมะอะอุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา
เอหิพะหูชะนา เอหิจงมา นะโมธัมมายะ
นะโมสังฆายะ เอหิจิตตัง ปิยัง มะมะ
เมื่อห่อเสร็จให้นำด้ายสายสิญจน์มูกมัดหลายๆรอบ และแน่นๆ บริกรรมคาถาว่า
“นะผูก โมมัด พุทรัด ธาตรึง ยะกลึงคะเร โอมสวาหะ”
            จะเก็บหุ่นไว้ให้เป็นที่เสนียดหูเสนียดตาก็ได้ โดยเอาไว้ใต้ที่นอนของบุคคลเป้าหมายหรือใส่หีบห่อสวยงามไว้ในห้องนอน แต่หากต้องการความขลังเอาแบบหักปักหัวปรำหกคะเมนตีลังกา  รักหลงจนโงหัวไม่ขึ้นก็ไปตัดเอาไม้กระบอกที่ผีมาเส้นเสียสามวันแล้วนำรูปรอยนั้นห่อผ้าดำผ้าแดง หรือใส่หม้อดิน ฝังลงในหลุมที่ป่าช้าหรือทางสามแพร่งสี่แพร่ง
                                                                                                              

วิธีแก้

ทำลายหุ่นรูปลอยนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น